เปิดตัว OnePlus Ace มาพร้อมชิป Dimensity 8100 Max และระบบชาร์จไว 150W

เปิดตัว OnePlus Ace มาพร้อมชิป Dimensity 8100 Max และระบบชาร์จไว 150W

            OnePlus Ace สมาร์ทโฟนไฮเอนด์รุ่นใหม่ที่เป็นตัวแรกจากตระกูลAce Series มาพร้อมดีไซน์แตกต่างจากหลักนิยมการออกแบบมือถือส่วนใหญ่ของค่าย OnePlusไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้าแบบเจาะรูตรงกลางด้านบนหน้าจอ (ส่วนใหญ่มักอยู่มุมซ้ายหรือขวา) รวมถึงแถบเลื่อนแจ้งเตือนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ข่าวเทคโนโลยี โดยมันใช้ขุมพลังรุ่นล่าสุดของ MediaTek อย่าง Dimensity 8100 Max พร้อมด้วยแบตเตอรี่ขนาด 4,500mAh ที่มีเทคโนโลยีชาร์จไวระดับความเร็วแสงถึง 150W

OnePlus Ace

OnePlus Ace ใช้ชิปเซ็ต Dimensity 8100 Max และ RAM ขนาด 8GB

           สมาร์ทโฟน OnePlus Aceมาพร้อมจอภาพ AMOLED ความกว้าง 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (มีค่าความหนาแน่นเม็ดพิกเซลที่ 394ppi) มีค่ารีเฟรชเรท 120Hz และรองรับ HDR10+ ครอบด้วยกระจก Gorilla Glass 5 ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 12 ครอบด้วย ColorOS 12.1 ใช้ขุมพลังรุ่นล่าสุดของ MediaTek อย่าง Dimensity 8100 Max ที่ใช้สถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตร ความเร็วสูงสุด 2.85GHz เสริมด้วยหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB และมีพื้นที่ ROM ความจุสูงสุดถึง 512GB พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,500mAh ที่มีเทคโนโลยีชาร์จไวระดับความเร็วแสงถึง 150W OnePlus Nord 2 5G ซึ่งทางผู้ผลิตเคลมว่าสามารถชาร์จแบตจาก 0 – 50% ได้ภายในเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น! แถมยังมีระบบ Reverse wireless charging อีกด้วย

เปิดตัว OnePlus Ace

            ในส่วนของการถ่ายภาพOnePlus Aceติดตั้งชุดกล้องหลังจำนวน 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักขนาด 50MP เสริมด้วยกล้องขนาด 8MP และ 2MP พร้อมด้วยกล้องหน้าขนาด 16MP ที่ใช้ดีไซน์แบบเจาะรูตรงกลางด้านบนหน้าจอ ซึ่งค่อนข้างแหวกแนวจากมือถือ OnePlusส่วนใหญ่ที่มักอยู่มุมซ้ายหรือขวาของหน้าจอ นอกจากนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อครบครัน ไล่ตั้งแต่ USB Type-C 2.0, Bluetooth 5.2, NFC แต่จะไม่มีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร

OnePlus Ace ใช้ชิปเซ็ต Dimensity 8100 Max

            ทั้งนี้ OnePlus Aceมีกำหนดวางขายที่จีนแผ่นดินใหญ่ วันที่ 26 เมษายน นี้ หลังจากนั้นจะข้ามไปวางขายที่อินเดีย วันที่ 28 เมษายน (เวอร์ชั่นอินเดียจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อ OnePlus 10R แทน) ส่วนราคาเปิดตัวคาดว่าจะเริ่มต้นที่ 2,699 หยวน หรือประมาณ 14,xxx บาท และรุ่นท็อปสุดจะอยู่ที่ 3,499 หยวน หรือราว 18,xxx บาทส่วนจะมีการนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยด้วยหรือไม่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไป